Language:
Thai
English
French
Russian
Japanese
Home
Service
Client
About Us
Contact Us
บริการของเรา
เราเตรียมความเพรียบพร้อมด้วยบริการ
ศัลยกรรมพิเศษครบครันเื่พื่อคุณ ดังนี้
บริการด้านศัลยกรรม
ศัลยกรรมชายเป็นหญิง
ศัลยกรรมใบหน้าชายเป็นหญิง
หน้าผาก, คิ้ว
จมูก
โหนกแก้ม
กราม
คาง
ริมฝีปาก
ปลูกผม
ตกแต่งกระเดือก
เสริมเต้านม
เสริมสะโพก
แปลงเพศชายเป็นหญิง
ศัลยกรรมหญิงเป็นชาย
ตัดเต้านมเป็นชาย
ตัดมดลูกรังไข่
แปลงเพศหญิงเป็นชาย
ศัลยกรรมความงาม
ศัลยกรรมใบหน้า
เสริมจมูก
ทำตาสองชั้น
ดึงหน้า
ดึงหน้าผาก ดึงคิ้ว ดึงขมับ
เสริมโหนกแก้ม ตัดโหนกแก้ม
เสริมคาง ตัดคาง
ตัดกราม กระดูกใบหน้า
ศัลยกรรมเรือนร่าง
เสริมเต้านม
ลดขนาดเต้านม
ตัดไขมันหน้าท้อง
ดูดไขมัน
ศัลยกรรมการผ่าตัดแปลงเพศ (Sex Reassignment Surgery)
การผ่าตัดแปลงเพศเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จะช่วยเหลือผู้ที่มีภาวะทางจิตใจ ที่เกิดความขัดแย้งระหว่างการรับรู้เพศและสภาพร่างกายที่ไม่สอดคล้องกัน ตั้งแต่กำเนิดซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า
Gender Dysphoria
โดยการผ่าตัดเพื่อให้มีอวัยวะเพศตรงตามสภาพจิตใจที่ต้องการของตนเอง และทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขกับเพศที่ตนเองได้เลือกใหม่
ดังนั้นการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนแปลงเพศจึงเป็นการผ่าตัดครั้งสำคัญที่สุด ซึ่งจะมีผลต่อวิถีชีวิตใหม่ จึงควรมีการเตรียมตัวหาข้อมูลเกี่ยวกับการผ่าตัดให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจเลือกแพทย์ผู้ผ่าตัด ต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ และมีความชำนาญในการผ่าตัดแปลงเพศเป็นอย่างดี ซึ่งจะทำให้ได้รับรูปร่างของอวัยวะเพศภายนอกสวยงามเหมือนธรรมชาติ มีความลึกของช่องคลอดตามความเหมาะสมกับสภาพของร่างกายและสามารถรับความรู้สึกทางเพศได้ดี จะช่วยให้ผู้ที่รับการผ่าตัดมีสภาพร่างกายสอดคล้องกับสภาพจิตใจ สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข
คุณสมบัติของผู้ที่เหมาะสมที่จะเปลี่ยนแปลงเพศจากชายเป็นหญิง มีดังนี้
1. ผู้ผ่าตัดต้องมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ หรือถ้าอายุไม่ถึง 20 ปี ต้องให้ บิดา มารดา หรือผู้ปกครองที่ถูกต้องตามกฏหมายอนุญาตให้ผ่าตัดได้
2. ต้องได้รับฮอร์โมนเพศหญิงติดต่อกันมาไม่น้อยกว่า 1 ปี
3. มีความรู้สึกเป็นผู้หญิงมานานแล้ว หรือตั้งแต่เริ่มจำความได้
4. เคยใช้ชีวิตแบบผู้หญิงมาไม่น้อยกว่า 1 ปี
5. รู้สึกรังเกียจอวัยวะเพศของตนเอง คิดว่าเป็นส่วนเกิน
6. ได้ผ่านการประเมินสภาพจิตใจและได้รับใบรับรองจากจิตแพทย์ ว่าอยู่ภาวะที่ปกติและเหมาะสมที่ทำการผ่าตัดแปลงเพศได้
7. ต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์
ศัลยแพทย์ตกแต่งที่ทำการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิง จะนำผิวหนัง เนื้อเยื่อ และเส้นประสาทที่รับความรู้สึกทางเพศของผู้เข้ารับการผ่าตัด มาตกแต่งให้เป็นอวัยวะเพศหญิงที่สมบูรณ์แบบ โดย
1. ทำให้มีอวัยวะเพศให้เหมือนผู้หญิงให้มากที่สุด
2. ทำให้ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดได้รับช่องคลอดที่ลึกที่สุด เท่าที่ผิวหนังของผู้ป่วยจะทำได้
3. เก็บรักษาเส้นประสาทความรู้สึกทางเพศมาเก็บไว้ที่ปุ่มรับความรู้สึกทางเพศของผู้หญิง (clitoris) ให้ความรู่สึกทางเพศเหมือนปกติ
4. ต้องทำการผ่าตัดและตกแต่ง ซ่อนแผลเป็นให้เห็นแผลเป็นให้มีโอกาสเห็นน้อยที่สุด
เทคนิคการผ่าตัดแปลงเพศ
1. มีการวางยาสลบโดยวิสัญญีแพทย์
2. ทำการสร้างช่องคลอดใหม่อยู่ระหว่างทวารหนักกับท่อปัสสาวะ ลึกประมาณ 6-7 นิ้ว
3. นำผิวหนังจากบริเวณองคชาตเดิมไปติดเป็นผนังช่องคลอดก็จะได้ช่องคลอดใหม่เกิดขึ้น เหมือนผู้หญิง
4. ตัดแกนองคชาตออกและเก็บเส้นประสาทรับความรู้สึกทางเพศเพื่อเตรียมทำปุ่มรับความรู้สึกทางเพศ (Clitoris)
5. ตัดท่อปัสสาวะเพศชายให้สั้นลงแล้วตกแต่งให้สามารถปัสสาวะพุ่งลงเหมือนผู้หญิง ถ้าทำการผ่าตัดไม่ดี เวลานั่งปัสสาวะอาจจะพุ่งขึ้นมาได้
6. ตกแต่งบริเวณภายนอกได้แก่ แคมนอก (Major Labia) แคมใน (Minor Labia) ท่อปัสสาวะและ ปุ่มรับความรู้สึกทางเพศ (Clitoris) ให้สวยงามเหมือนอวัยวะเพศหญิงที่สมบรูณ์ และยังคงมีความรู้สึกทางเพศอยู่เหมือนเดิม
การผ่าตัดแปลงเพศสามารถแบ่งตามขั้นตอนการสร้างช่องคลอด (Vagina) ใหม่ และปุ่มความรู้สึกทางเพศ (Clitoris) ได้ 3 วิธีดังนี้
1. SRS 1 (Penile skin inversion)
เป็นการนำเอาผิวหนังขององคชาตสอดกลับเข้าไปตกแต่งทำเป็นช่องคลอด ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับการความนิยมกันอย่างแพร่หลาย
ข้อดี คือ เป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและไม่ซับซ้อน สำหรับแพทย์ผู้ที่มีความชำนาญและมี ประสบการณ์ จะใช้เวลาในการผ่าตัดแปลงเพศ โดยใช้เทคนิคนี้ ประมาณ 4 ชั่วโมง
ข้อเสีย คือไม่เหมาะกับผู้ที่มีความยาวขององคชาตสั้นกว่า 4 นิ้ว เพราะจะทำให้ได้ช่องคลอดที่ไม่ลึก (โดยปกติแล้วความลึกของช่องคลอดเท่ากับความยาวของหนังที่หุ้มองคชาต ลบ 1 นิ้ว (เผื่อผิวหนังที่จะใช้ทำแคมใน )
** เทคนิคนี้พักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 4 คืน
2. SRS 2 (Non skin inversion with scrotal skin graft)
เทคนิคนี้เกิดจากการนำเอาผิวหนังจากองคชาต ไปทำเป็นช่องคลอดแล้วต่อด้วยผิวหนังจากถุงอัญฑะ เพื่อให้ได้ความลึกของช่องคลอดตามที่ต้องการและเพียงพอต่อการใช้งาน ถ้าต่อผิวหนังจากถุงอัญฑะแล้วยังได้ความลึกไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ผ่าตัด ศัลยแพทย์ตกแต่งอาจจะพิจารณานำผิวหนังจากที่อื่นๆ เช่น ต้นขา หน้าท้อง มาเพิ่มความลึกของช่องคลอดอีกก็ได้
ข้อดี คือ สามารถช่วยให้คนที่มีองคชาตสั้น มีโอกาสได้ช่องคลอดที่ลึกตามความต้องการ
ข้อเสีย คือ การผ่าตัดจะยุ่งยากซับซ้อน และใช้เวลาผ่าตัดเพิ่มขึ้น เทคนิคนี้แพทย์ผู้มีประสบการณ์และความชำนาญในการผ่าตัดแปลงเพศ ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง
** พักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 6 คืน
3. SRS 3 (The sigmoid colon vaginoplasty)
ใช้ในกรณีที่ผู้ที่ทำการผ่าตัดแปลงเพศที่มีองคชาตสั้นมาก ๆ หรือผ่าตัดช่วยเหลือผู้ที่ช่องคลอดตีบตัน ซึ่งสามารถใช้กับผู้ที่ยังไม่เคยผ่าตัดแปลงเพศ ช่องคลอดที่มาจากส่วนหนึ่งของสำไส้ใหญ่นี้จะมีน้ำหล่อลื่นดี
ข้อดี
1. สามารถช่วยเหลือคนที่เคยผ่าตัดแปลงเพศมาแล้วช่องคลอดตีบตันไม่สามารถร่วมเพศได้ให้กลับมาเป็นปกติได้
2. สามารถช่วยเหลือคนที่มีองคชาตสั้น มาก ๆ โดยแพทย์พิจารณาแล้วไม่สามารถผ่าตัดแบบ SRS 1,SRS 2 ได้
3. ช่องคลอดมีสารหล่อลื่นตามธรรมชาติ
4. สามารถกำหนดความลึกของช่องคลอดได้
ข้อเสีย
1. อาจเกิดแผลเป็นยาวประมาณ 7 ซม. เหนือหัวเหน่าด้านซ้าย
2. การผ่าตัดมีความยุ่งยากซับซ้อนต้องมีการเตรียมการผ่าตัดเอาส่วนของสำไส้ ใหญ่ ออกมาโดยต้องมีการสวนล้างลำไส้ใหญ่ให้สะอาดก่อนผ่าตัด 1 วัน
3. ผู้ทำการผ่าตัดอาจจะมีอาการท้องอืด 2 3 วัน หลังการผ่าตัด
การดูแลหลังการผ่าตัด
คนไข้จะต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ที่ ร.พ. อย่างน้อย 4- 6 วัน เพื่อดูแลรักษาแผลในระหว่างที่พักรักษาตัวอยู่ที่ ร.พ. นั้นคนไข้จะต้องปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้
1. ให้คนไข้งดรับประทานอาหารที่มีกากและเครื่องดื่มจำพวกน้ำผลไม้ นม นมเปรี้ยว โยเกิร์ต เพราะจะเกิดการกระตุ้นทำให้เกิดการขับถ่ายในช่วง 2 วันแรกหลังการผ่าตัด ซึ่งอาจจะทำให้แผลมีการปนเปื้อนอุจจาระได้
2. 1-2 วันแรกหลังผ่าตัด คนไข้ควรนอนอยู่ในท่านอนหงาย ยกสะโพกให้สูง และแยกขาทั้ง 2 ออกจากกันเล็กน้อย เพื่อช่วยลดอาการบวมได้ดีขึ้น
3. วันที่ 3 หลังการผ่าตัดสามารถนอนตะแคงได้
4. วันที่ 4 หลังการผ่าตัดแพทย์ผู้ผ่าตัดจะทำการถอดสาย drain ออกและเปิดแผลทำความสะอาดแผล และถอดสายสวนปัสสาวะออก ผู้ป่วยผ่าตัดแบบ SRS 1 สามารถกลับบ้านได้ และกลับมาตัดไหมในวันที่ 7 อีกครั้ง
สำหรับผู้ที่ทำการผ่าตัดแบบ SRS 2 (ใช้ผิวหนังส่วนอื่นมาเพิ่มความลึกของช่องคลอด) หรือผู้ที่ผ่าตัดแบบ SRS 3 (ใช้สำไส้มาตกแต่งเป็นช่องคลอด) แพทย์จะยังไม่ถอดสายสวนปัสสาวะออก และคนไข้ต้องนอนอยู่บนเตียงต่อไปจนถึงวันที่ 6
5. คนที่ผ่าตัดแบบ SRS 3 จะงดน้ำและอาหารหลังการผ่าตัดจนกระทั่งมีอาการผายลมก่อน จึงจะเริ่มจิบน้ำและรับประทานอาหารเหลวได้ ถ้ารับประทานอาหารเร็วเกินไป อาจจะทำให้เกิดอาการท้องอืดและอาหารไม่ย่อยได้ ดังนั้นสำหรับผู้ที่ผ่าตัดแบบ SRS 3 ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาลอย่างเคร่งครัด
6. วันที่ 6 คนที่ผ่าตัดแบบ SRS 2 หรือ SRS 3 จะถูกถอดสายสวนปัสสาวะ เปิดแผลทำความสะอาดแผลและกลับบ้านได้
7. ผู้ผ่าตัด SRS 1, SRS2 , SRS3 กลับมาพบแพทย์เพื่อตัดไหมและขยายช่องคลอดโดยใข้ Dilator ที่ทาง คลินิกจัดเตรียมไว้ให้ เพื่อรักษาความกว้างและเพิ่มความลึกให้คงที่ควรหมั่นขยายช่องคลอดอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ ครึ่งชั่วโมง
8. ผู้ผ่าตัดต้องทำความสะอาดแผลพร้อมกับขยายช่องคลอด ทุกวันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง จนกว่าแผลภายนอกและในช่องคลอดจะหายสนิทดี
9. งดมีเพศสัมพันธ์เป็นเวลาอย่างน้อย 2 เดือน
10. มาพบแพทย์ตามนัดทุก ๆ 1 สัปดาห์ หลังผ่าตัดจนครบ 1 เดือน เพื่อให้ผลการผ่าตัดที่ได้สมบูรณ์และสวยงามใกล้เคียงธรรมชาติ
แสดงรูปผลการผ่าตัด
หมายเหตุ: รูปที่แสดงดังกล่าวมี่วัตถุประสงค์เพื่อให้่ข้อมูลทางการแพทย์เท่านั้น ภาพที่แสดงอาจมีความไม่เหมาะสมสำหรับผู้มีอายุไม่ครบ 18 ปีบริบูรณ์
กรุณาติดต่อเราสำหรับรหัสผ่าน เพื่อชมภาพผลการผ่าตัด